โน้ต: เอ็นทรี่ที่แล้วเรื่อง "Ghost Hunt Series  เดินทางมาถึงแล้ว ♪" มีรีวิวหนังสือไว้เล็กน้อยยยยยค่ะ ไว้อ่านแล้วจะมาลงละเอียดอีกที
 
 
อย่างที่เคยพูดถึงไปแล้วในหลายเอ็นทรี่ว่าทางเว็บไซต์ยูและทวิตเตอร์ @GH_SPR ประกาศว่า ดาวินชีฉบับเดือนธันวาคมจะลงสัมภาษณ์อาจารย์โอโนะ 
 
 
ชื่ออาจารย์ 小野不由美 ตัวเท่าหม้อแกงเลยอ่ะ
 
 
พอรู้ข่าวนี้ทีแรกไม่ได้คิดและคาดหวังอะไรไปมากกว่าบทสัมภาษณ์อาจารย์ สัก 5-6 หน้าและจะแปลบทสัมภาษณ์อาจารย์ลงบล็อก (หาเรื่องอัพเดท) ให้อ่านกัน แต่เอาเข้าจริง ทีมงานดาวินชีแถมมาให้เยอะกว่านั้นมาก มากเสียจนคอลัมน์เกี่ยวกับโกสต์ฮันท์กลายเป็นสกู๊ปใหญ่ประจำฉบับ!
 
 
มาอย่างนี้ข้าพเจ้าก็แปลไม่ไหว (ขี้เกียจ) ซะแล้วสิ ขอต่อรองเป็นการสรุปความสำคัญและข้อสังเกตของแต่ละพาร์ทก็แล้วกันค่ะ
 
เอาล่ะ เกริ่นมาพอสมควรแล้ว มาดูอย่างละเอียดกันเถอะว่าแต่ละพาร์ทของสกู๊ปมีเนื้อหาอะไรบ้าง
 
 
พาร์ทแรก  Ghost Hunt Chronicle

Time Line เรื่องโกสต์ฮันท์ตั้งแต่วางจำหน่ายเล่มแรกปี 1989 ในชื่อ Akuryou Series จนถึงฉบับรีไรท์ปี 2010 ในชื่อ Ghost Hunt Series รวมเวลา 20 ปี  เนื้อหาไม่มีอะไรแปลกใหม่มากมายนัก อยากเช็คอีกทีเปิดวิกิพีเดียก็ได้เค่อะ  (มีลิงค์อยู่ใน page Link ค่ะ)
 
 
พาร์ท 2  สัมภาษณ์อาจารย์โอโนะ ฟุยุมิ

พาร์ทสำคัญที่รอคอย...
ถึงทางสำนักพิมพ์ยูโฆษณาไว้ว่าเป็น Long Interview  เราก็จินตนาการถึงนิตยสารญี่ปุ่นแนวเดียวที่เคยซื้อคือแจนีส...ที่ต่อให้ยาว แค่ไหนก็จะลงภาพบุคคลหล่อโฮกชวนใจละลายเสียค่อนหน้าแล้วมีบทสัมภาษณ์อยู่น้อยนึง  มาเห็นดาวินชีแล้วตกใจ!  5 หน้า! นิตยสารใหญ่เท่าเมียวโจแต่ตัวอักษรเล็กนิดเดียว! (หน้าคนก็ไม่เห็น เห็นแต่หน้าแมว...) อ่านกันจุใจสุดๆ!
 
ใจความบทสัมภาษณ์มีประมาณนี้ค่ะ
 
 
(ซ้าย) อาจารย์โอโนะ ฟุยุมิ
(ขวาบน) ห้องหนังสือใต้ดินและชั้นหนังสือเรื่องเหนือธรรมชาติและเทวตำนาน
(ขวา ล่างซ้าย) ภายในบ้านอาจารย์
(ขวา ล่างขวา)  แมวเหมียวของอาจารย์
 
 
เกี่ยวกับฉบับรีไรท์
อาจารย์โอโนะกล่าวว่าสำหรับหลายคน ถ้าพูดถึง "โกสต์ฮันท์" ก็จะคิดถึงการ์ตูนของอินาดะ ชิโฮะซัง เพราะฉะนั้นหน้าปกจึงขอเป็นลายเส้นของอาจารย์อินาดะ  ส่วนตัวเนื้อเรื่องรีไรท์โดยให้เนื้อเรื่องคล้ายการ์ตูนจนเป็นเหมือนการแปลงการ์ตูนเป็นนิยาย (novelize)

อย่างไรก็ตามจุดประสงค์เดิมในการรีไรท์ก็เพื่อให้เป็นงานที่อย่างน้อยตัวอาจารย์โอโนะเองพอใจก็เลยเพิ่มรายละเอียดเรื่องการสอบสวน เพิ่มความสยองให้มากขึ้นเนื่องจากไม่มีข้อจำกัดหลายอย่างเหมือนคราวที่แล้ว  รวมถึงปรับรายละเอียดบางส่วน เช่น มุข สำนวนภาษา ฯลฯ ให้ร่วมสมัยขึ้นด้วย 
 
ทั้งนี้อาจารย์ยังคงความสัมพันธ์ของตัวละคร วิธีเล่าเรื่องและซีนหลักๆ ไว้อย่างเดิม เนื่องจากอาจารย์ว่า "ถ้าเปลี่ยนกระทั่งตรงนั้นไปด้วยก็จะกลายเป็นผลงานอีกชิ้นไปอย่างสิ้นเชิงเลยล่ะค่ะ"
 
 
เกี่ยวกับ Akuryou Series
อาจารย์โอโนะให้สัมภาษณ์ว่าตัวเองชอบอ่านหนังสือดูหนัง รายการโทรทัศน์เกี่ยวกับผี วิญญาณ เรื่องสยองขวัญมาตั้งแต่เด็ก แรงบันดาลใจในการเขียนเรื่องนิยายโกสต์ฮันท์ก็มาจากสื่อเหล่านี้ โดยเฉพาะนิยายสืบสวนสอบสวนปรากฎการณ์ทางวิญญาณของนักเขียนเรื่องลี้ลับชื่อ ทสึซึกิ มิจิโอะ เรื่อง "Monobe Tarou Series" สำนักงาน "Psychic Detective" ในนิยายซีรีย์ 3 เล่มจบเรื่องนี้ยังเป็นต้นแบบของ "Shibuya Psychic Research" ของนารุจังอีกด้วย
 
แต่ถึงจะชอบอ่านเรื่องผีเรื่องลึกลับมาเป็นเวลานานและมีแนวในการเขียนแล้ว กว่าอาจารย์จะจินตนาการภาพบรรยากาศและวางพล็อตแต่ละตอนได้ก็ต้องอ่านเอกสาร เป็นตั้งๆ
 
ยิ่งกว่านั้น แม้อาจารย์โอโนะอยากเขียนเรื่องแนวสยองขวัญ แต่ในยุค 80 ที่แม้แต่ในญี่ปุ่นเองก็ไม่ได้มีสำนักพิมพ์ที่ตีพิมพ์นิยายสยองขวัญเช่นในปัจจุบัน ที่มีอยู่ก็เป็นสำนักพิมพ์นิยายโดยเฉพาะนิยายสำหรับเด็กผู้หญิง  แถมนิยายเด็กผู้หญิงก็มีขนบมากมาย คือ ต้องเป็นเรื่องรักใคร่ ต้องเล่าจากมุมมองของตัวละครเอก ต้องอ่านง่ายคือห้ามใช้ตัวคันจิยากๆ ขนาดเล่มต้องไม่หนามาก และต้องไม่น่ากลัวมากเพราะ "ผู้อ่านเด็กผู้หญิงไม่ชอบเรื่องสยองขวัญ" 
 
ด้วยข้อจำกัดเหล่านี้ทำให้อาจารย์โอโนะที่ไม่ถนัดเขียนเรื่องรักค่อน ข้างอึดอัดใจมากโดยเฉพาะในตอนแรกๆ อาจารย์บอกว่านอกจากดำเนินเรื่องด้วยเรื่องผีแล้ว "ทีแรกวางแผนเขียนเรื่องรักสามเส้าระหว่างนารุ ไมกับหลวงพี่ด้วยซ้ำ ถึงตอนนี้รู้สึกว่าตัวเองคิดถูกจริงๆ ที่วางพล็อตนั้นไปตั้งแต่เนิ่นๆ ก็เถอะ (หัวเราะ)" 
 
ถึงจะมีข้อจำกัดหลายประการ สุดท้ายอาจารย์ก็เขียน Akuryou Series เล่มแรกจบในที่สุด แต่เล่มแรกนั้นได้กลายมาเป็นเล่ม 2 คือ "วิญญาณร้ายเต็มไปหมดจริงๆ" (悪霊がホントにいっぱい!)หรือที่รู้จักกันในตอนบ้านตุ๊กตา  เนื่องจากเนื้อเรื่องหลอนเกินไปเลยถูกปฏิเสธที่จะตีพิมพ์ อาจารย์พูดถึงความรู้สึกตอนนั้นว่า "ฉันก็อึ้งเหมือนกันค่ะว่าทั้งที่เป็นนิยายสยองขวัญแท้ๆ แต่กลับห้ามเขียนให้น่ากลัว" 
 
ในที่สุดอาจารย์โอโนะก็เขียนอีกเล่มขึ้นมาที่เนื้อเรื่องเบากว่าและน่ากลัวน้อยกว่าขึ้นมาและเล่มนั้นก็กลายเป็นเล่ม 1 ที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน  โชคดีที่ปฏิกริยาตอบรับจากผู้อ่านดีกว่าที่คาดไว้  จดหมายจากแฟนจำนวนมากได้ร่อนมาถึงอาจารย์โอโนะในเวลาอันรวดเร็ว โดยแฟนๆ บางคนเขียนมาว่า "เป็นครั้งแรกที่อ่านหนังสืออื่นนอกจากการ์ตูนค่ะ" และ "จากเดิมที่ไม่เคยอ่าน หนูเริ่มหันมาชอบเรื่องน่ากลัวๆ แล้วค่ะ"

อาจารย์กล่าวว่าเพราะเสียงตอบรับจากแฟนๆ นักอ่านนี่เองทำให้ผู้เขียนสามารถเขียนเรื่องได้ดังใจมากขึ้น นั่นคือ...น่ากลัวขึ้น ใช้คันจิมากขึ้น เนื้อเรื่องยาวขึ้น มีผู้เคราะห์ร้ายมากขึ้น ลงจบในสไตล์อาจารย์ และสุดท้ายคือเปลี่ยนมุมมองผู้เล่าเป็นบุรุษที่ 3 ในภาคพิเศษ
 
แต่ถึงจะเพิ่มความสยองขึ้นชนิดที่ผิดขนบนิยายหญิงสาวสมัยนั้นแล้ว ด้วยเหตุที่หน้ากระดาษมีจำกัดความเข้มข้นของเนื้อเรื่อง Akuryou Series ก็ยังไม่ได้ตามที่อาจารย์ต้องการ "หลังจากเขียนงานใหม่แล้วลองกลับไปอ่านทวน ฉบับเดิมดูก็รู้สึกว่า ไม่ค่อยได้เขียนฉากน่ากลัวๆ สักเท่าไร" (เหรอคะ?)  หลังจากนั้นเมื่อมีเสียงเรียกร้องให้พิมพ์นิยายใหม่อย่างหนาหู อาจารย์จึงรีไรท์เพื่อให้ผลงานชิ้นนี้อย่างที่ตัวเองพอใจก่อนจะตีพิมพ์ใหม่อีกครั้งกับสำนักพิมพ์ยูที่ลงเรื่องผีโดยเฉพาะ 
 
 
*ความเห็นส่วนตัว*
แม้จะเป็นเรื่องที่ผิดขนบนิยายสาวน้อยถึงขนาดนี้ แต่ซีรีย์วิญญาณร้ายที่ไม่หวานซึ้งและน่ากลัวก็ยังมีแฟนผู้ติดตามอย่างเหนียวแน่นตั้งแต่ต้นจนจบและต่อมาอีก 20 ปี  จะว่าไปที่มีผู้ติดตามอย่างเหนียวแน่นส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะมันแปลกและน่า ขัดใจจนลืมไม่ลงก็ได้
 
จากบทสัมภาษณ์ตรงนี้ทำให้รู้สึกว่าสถานการณ์ตรงนี้มันคล้ายกับหลายอย่างในบ้านเรา (โดยเฉพาะสถานการณ์ละครหลังข่าว) ที่แน่นอนว่าในกลุ่มผู้ผลิตก็ต้องมุ่งเรื่องการตลาดว่ามัน "ขายได้หรือขายไม่ได้" เป็นสำคัญโดยเช็คความคิดเห็นส่วนใหญ่+คาดการณ์และอนุมานออกมาว่า "แบบนี้ แบบนี้เป็นที่นิยม" ถ้าผิดจาก "แบบนี้และแบบนี้" ก็จะขายไม่ได้ ที่ไม่เปลี่ยนแปลงก็เพราะผู้รับชอบ "แบบนี้"
 
น่าขำเหมือนกันที่ผลวิเคราะห์ที่ว่าไม่ว่าจะเป็นของประเทศไหนส่วนใหญ่ ก็จะออกมาเป็นว่าผู้รับต้องการอะไรที่ "รับได้ง่าย" "ไม่ยาว" และ "หวานจี๋จ๋า" (รวมถึงมีเนื้อเรื่องแบบ 2 หญิงแย่งชาย หรือ 2 ชายแย่งหญิง :p ซึ่งจะมีฉากตบตีแบบนั้นก็ได้แต่ไม่ต้องมากและถึงขนาดเน้นเป็นเรื่องหลักหรอกเค่อะ)  ทั้งที่อันที่จริงแล้วอาจมีผู้ซื้องานบางกลุ่มที่อยากเห็นงานที่ต่างออกไป และพร้อมจะรับงานรูปแบบอื่นถ้ามันดีพอ  อย่างผู้อ่านเรื่องซีรีย์วิญญาณร้ายในสมัยนั้นบางคนที่ชอบเรื่องสยองขวัญ และบางคนที่ไม่ชอบเลยกลับหันมาสนใจบ้างเพราะเรื่องนี้
 
น่าสนใจที่ถ้าลองดูจากคอลัมน์เล็กๆ เรื่องความเห็นและความประทับใจเกี่ยวกับ Ghost Hunt มีผู้อ่านชายวัยกลางคนที่เป็นแฟนเรื่องนี้ด้วย (แม้จะรู้จักเรื่องนี้จากฉบับการ์ตูนก็ตาม) นิยายที่ตั้งใจจะขายเฉพาะเด็กผู้หญิงกลับกลายมาเป็นการ์ตูนและนิยายที่มีผู้อ่านทั้งหญิงและชายในช่วงอายุตั้งแต่ 14 - 40 ปีไปเสียแล้ว
 
มองในแง่ผู้รับผิดชอบในการขายและผลิตมันอาจเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ที่ต้องสนใจเรื่องกระแสสังคมและคาดการณ์ว่าอะไรจะทำให้อยู่ได้หรืออะไรทำให้อยู่ไม่ได้  แต่มองอีกแง่หนึ่งถ้าเข้มงวดเรื่องขนบ กฎเกณฑ์และการอนุมานบางอย่างให้น้อยลง ก็อาจจะทำให้มีงานดีๆ มีคุณภาพและแหวกแนวสู่ตลาดมากขึ้น และใครจะรู้อาจจะขายดีเป็นเทน้ำเทท่าก็ได้เนอะ??
 
ในขณะเดียวกัน มุมมองของผู้เขียน ผู้แต่ง ถ้ามั่นใจในสิ่งที่ตัวเองอยากเขียนอยากทำแล้วทำไปได้อย่างอาจารย์โอโนะก็น่าจะดี  อ่านจากบทสัมภาษณ์แล้วกว่าที่ Akuryou Series โดยเฉพาะเล่มแรกและเล่มสองจะออกมาได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย  ดูมีข้อจำกัดที่ขัดกับความถนัดของอาจารย์ไปซะหมด  แต่อาจารย์ก็พยายามจนสามารถเขียนหนังสือแนวที่ตนต้องการออกมาจนได้แม้จะไม่เต็มร้อยเปอร์เซนต์เสียทีเดียว 
 
อีกทั้งก่อนเนื้อเรื่องจบและหลังจบแล้วก็มีผู้เรียกร้องให้อาจารย์ "ทำอย่างนั้น อย่างนี้" มากมายแต่อาจารย์ก็ยึดมั่นแนวทางของตัวเองและเขียนลงจบอย่างที่วางเอาไว้ตั้งแต่ต้น  เราว่าความมุ่งมั่นและมั่นคงในระดับนี้ของนักเขียนก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่างเหมือนกันเนอะ  อย่างน้อยก็มีงานดีๆ ออกมาให้คนบางคนได้เห็นและเปลี่ยนมุมมองใหม่...
 
**
 
ยังไงก็ตามรู้สึกยินดีกับอาจารย์ด้วยจังที่สามารถเขียนนิยาย (ขายดีเรื่องแรก) ในแบบที่อาจารย์พอใจได้ในที่สุด (^^)
 
 
 
(แย่ล่ะสิ เขียนไปเขียนมาออกทะเลไปไกลแล้ว ต้องกลับมาที่ดาวินชีด่วน กลับมาๆๆๆ)
 
นอกจากบทสัมภาษณ์แล้วในเล่มนี้ยังแถมภาพบ้านอาจารย์โอโนะเป็นภาพประกอบให้ดูอีกด้วย
เห็นแล้ว อึ้ง ทึ่ง ค้าง บ้านสวยมาก สวนที่บ้านอาจารย์ราวกับซีเคร็ทการ์เด้นในยุโรปก็ไม่ปาน ร่มรื่นมาก มีศาลาโปร่งๆ สร้างด้วยไม้แบบในหนังด้วย ห้องนั่งเล่นกับห้องหนังสือก็สุดแสนเท่และโมเดิร์นขัดกับตัวอาจารย์ที่ใส่ กิโมโนสีเขียวขี้ม้าคาดโอบิรูปกัปปะมาให้สัมภาษณ์ (ถึงจะเห็นแค่ด้านหลังก็ดูสง่างามมากค่ะ เหมือนเป็นคุณนายญี่ปุ่นแบบโบราณ *w*)
 
เห็นบ้านอาจารย์ก็อึ้งทึ่งค้างแล้ว เห็นห้องหนังสือชั้นใต้ดินของอาจารย์ยิ่งอึ้งกว่า ใหญ่มาก...เรียกร้านหนังสือดีกว่า คิดๆ อยู่เหมือนกันว่าเป็นนักเขียนน่าจะมีหนังสือเยอะแต่นี่ก็เยอะเกินละ เกิดมายังไม่เคยเห็นใครมีหนังสือเยอะขนาดนี้เลยจริงๆ
 
สรุป ภาพประกอบทั้งหมดที่ถ่ายมาให้ดู มีอย่างเดียวที่รู้สึกว่าตรงตามที่จินตนาการเกี่ยวกับอาจารย์คือชั้นหนังสือ เกี่ยวกับเรื่องลี้ลับและเทวตำนานเท่านั้น  เป็นนักเขียนเรื่องลี้ลับก็น่าจะต้องอ่านหนังสือแนวนี้ล่ะเนอะ  แต่ก็นั่นแหละ หนูก็คิดไม่ถึงว่าอาจารย์จะสะสมอะไรอย่างตุ๊กตาหุ่นเครื่องในห้องนั่งเล่นตัวนั้นด้วย!